ว่านนางกวัก
11/6/59
ว่านนางกวัก
ป้ายกำกับ:
ความเชื่อ,
ตำนานความเชื่อ กบิลว่าน ตำราว่าน,
ว่าน,
ว่าน 108,
ว่านนางกวัก
ว่านง้วงช้าง
ว่านงาช้าง
ชื่อว่าน : ว่านงาช้าง
ชื่อวิทยาศาสตร์ :Sansevieria
cylindrica Bojer.
ชื่อวงศ์ : Dracaenaceae
ชื่ออื่นๆ : ว่านงาช้างเขียว, หอกสุรกาฬ,
ว่านงาชางลาย, หอกสุรโกฬ
ลักษณะ
ไม้ล้มลุก ลำต้นอยู่ใต้ดิน สูงประมาณ 40-60 ซม.
เป็นว่านที่ไม่มีใบ โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินเหมือนงาช้างแทงขึ้นมา
หน่อทุกหน่อก็แทงขึ้นมาไม่มีกิ่งก้านสาขา ลักษณะเป็นพุ่ม ว่านนี้มี 2 ชนิด
ชนิดหนึ่งมีสีเขียวล้วน อีกชนิดหนึ่งมีสีเขียวแก่ลายดำๆ
ประโยชน์/สรรพคุณ
เป็นยาบำรุงโลหิต ใช้ตำโขลกหรือหั่นเป็นแว่นๆ
ผสมกับสุรารับประทานแก้เลือดตีขึ้นในโรคบาดทะยักปากมดลูกในเรือนไฟ
จะดองสุราหรือต้มกินก็ได้
น้ำคั้นจากรากใช้เป็นยาเบื่อพยาธิและรักษาริดสีดวงงอกได้ดี โดยใช้รากสด 5-10
กรัมนำมาล้างให้สะอาด โขลกให้ละเอียดอาจผสมเหล้าโรง คั้นเอาแต่น้ำจิบ ผู้ที่มีใบหน้าเป็นสิว
ฝ้าหน้าตกกระ จะช่วยฟอกโลหิตให้ใบหน้าหายจากสิวฝ้า เกลี้ยงเกลาผิวพรรณผุดผ่อง เอาใบไปอังไฟแล้วบีบเอาน้ำหยอดหู
แก้ปวดในหู หรือคั้นเอาน้ำไปทาผมเป็นยาบำรุงรากเส้นผม ทำให้ผมดกดำเป็นเงางาม เป็นยาสำหรับสตรีกินหลังคลอดบุตร
ช่วยขับโลหิตเสีย โลหิตเป็นพิษ ตำผสมเหล้า หั่นเป็นแว่นๆ หรือโขลกกับเหล้าโรง
หรือน้ำซาวข้าว หรือต้มดื่ม วันละ 2-3 ครั้ง ปลูกไว้ในบ้านจะช่วยป้องกันภัยทั้งมวลดอกออกจากเหง้าโผล่ขึ้นมาตั้งตรง
ดอกสีขาวว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ
วิธีปลูก
ขยายพันธุ์ด้วยหน่อ
ดินปลูกต้องมีส่วนผสมด้วยเศษอิฐมอญ เศษกระเบื้องทุบละเอียด ดินร่วนและทรายหยาบ
ส่วนปุ๋ยเป็นปุ๋ยอินทรีย์ กระถางต้องใหญ่และใช้ทรงเตี้ย
รดน้ำอย่าให้ขาดเพราะว่านนี้ต้องการน้ำมาก
ป้ายกำกับ:
ความเชื่อ,
ตำนานความเชื่อ กบิลว่าน ตำราว่าน,
ว่าน,
ว่าน 108,
ว่านง้วงช้าง,
ว่านงาช้างเขียว,
ว่านงาชางลาย,
หอกสุรกาฬ,
หอกสุรโกฬ
ว่านหอมแดง
ว่านหอมแดง
ชื่อว่าน
: ว่านหอมแดง
ชื่อวิทยาศาสตร์
: Eleutherine
americana Merr.
ชื่อวงศ์
: IRIDACEAE
ชื่ออื่นๆ
: ว่านหมาก,
ว่านไก่แดง, ว่านเข้า, ว่านเพลาะ
ลักษณะเป็นพืชล้มลุกลงหัว มีหัวเหมือนหอมหัวแดง แต่รูปรีทรงกระสวย
ใบเกล็ดที่หุ้มหัวหนาแข็งกว่า สีแดงเข้มอมม่วง ลักษณะใบแบนสีเขียวมีเส้นยาวตามไปเป็นทาง ขอบใบจะมีรอยจีบน้อยๆ ที่ปลายใบจะแหลม คล้ายกับว่านสากเหล็ก หรือกล้วยไม้ดิน
ดอกเป็นกลีบสีขาวรูปซ้อนปลายแหลม 5 กลีบ เกสรเหลืองออกเป็นช่อ คล้ายดอกดาวเรืองสีขาว แต่เล็กกว่าดาวเรืองประโยชน์/สรรพคุณ
ใช้หัวว่านผสมเป็นยาสุมหัวเด็กรวมกับเปราะหอม แก้เด็กเป็นหวัด หายใจไม่สะดวกและเป็นยาขับลมในลำไส้
ใช้หัวโขลกละเอียดรักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อนได้
ใช้ในทางคงกระพันชาตรีเมื่อกินเข้าไป ก่อนใช้เสกด้วยคาถา "นะโมพุทธายะ" 3 จบ
ใช้รักษารำมะนาดเลือดออกตามไรฟัน และทำยาหม่อง
วิธีปลูก
ดินร่วนปนทรายมากหน่อย ปุ๋ยคอก และใบพืชตระกูลถั่ว ห้ามใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ปลูกในกระถางต้องทำทางระบายน้ำ และปลูกหัวโผล่ รดน้ำแต่พอดี เสกน้ำรดด้วยคาถา "นะโมพุทธายะ" 3 จบ ปลูกวันพฤหัสบดี หรือวันเสาร์
ดินร่วนปนทรายมากหน่อย ปุ๋ยคอก และใบพืชตระกูลถั่ว ห้ามใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ปลูกในกระถางต้องทำทางระบายน้ำ และปลูกหัวโผล่ รดน้ำแต่พอดี เสกน้ำรดด้วยคาถา "นะโมพุทธายะ" 3 จบ ปลูกวันพฤหัสบดี หรือวันเสาร์
ป้ายกำกับ:
ความเชื่อ,
ตำนานความเชื่อ กบิลว่าน ตำราว่าน,
ว่าน,
ว่าน 108,
ว่านหอมแดง
ว่านรางจืด
ว่านรางจืด
ป้ายกำกับ:
ความเชื่อ,
ตำนานความเชื่อ กบิลว่าน ตำราว่าน,
ว่าน,
ว่าน 108,
ว่านรางจืด
ว่านมหาเมฆ
ว่านมหาเมฆ
ว่านมหาเมฆ
ว่านมหาเมฆ ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma
aeruginosa Roxb. จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE)[1]
สมุนไพรว่านมหาเมฆ มีชื่อเรียกอื่นว่า ขมิ้นดำ
ว่านขมิ้นดำ (เชียงใหม่), กระเจียวแดง, มหาเมฆ,
อาวแดง, ขิงเนื้อดำ, ขิงดำ,
ขิงสีน้ำเงิน, เหวินจู๋ เอ๋อจู๋ (จีนกลาง) เป็นต้น
ลักษณะของว่านมหาเมฆ
ต้นว่านมหาเมฆ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก
มีความสูงได้ประมาณ 80-150 เซนติเมตร มีเหง้าอยู่ใต้ดิน
ลักษณะของเหง้าเป็นสีเหลืองอมเขียวอ่อน หรือเป็นสีม่วงอมน้ำเงิน จึงมีคนเรียกว่า
“ขิงดำ” หรือ “ขิงสีน้ำเงิน” ความยาวของเหง้ามีหนาดประมาณ 12 เซนติเมตร
มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร[1]
หัวหรือเหง้าเมื่อเก็บไว้นานหลายปีจะเปลี่ยนจากสีม่วงเป็นสีเหลือง
พรรณไม้ชนิดนี้ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย
ระบายน้ำดี มักขึ้นตามดินทราย ทุ่งหญ้า ป่าเบญจพรรณ
และในป่าราบทั่วไปทั่วทุกภาคของประเทศ
ต้นว่านมหาเมฆ
ใบว่านมหาเมฆ
ใบจะแทงขึ้นมาจากเหง้าที่โคนใบจะมีกาบใบสีม่วงอมเขียวเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ
ในต้นหนึ่งจะมีใบประมาณ 4-7 ใบ ลักษณะของใบเป็นรูปยาวรี ปลายใบแหลม
ใบมีขนาดกว้างประมาณ 8-20 เซนติเมตร และยาวประมาณ 18-60 เซนติเมตร
ตรงกลางใบจะมีสีม่วงแดง กว้างประมาณ 2 เซนติเมตร ไปจนถึงปลายใบ
ใบว่านมหาเมฆ
ดอกว่านมหาเมฆ
ออกดอกเป็นช่อแทงขึ้นมาจากเหง้าและมีกาบใบห่อหุ้มอยู่ กาบใบยาวประมาณ 12-20
เซนติเมตร ดอกมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกกลมรี กลีบดอกเป็นสีขาวหรือสีชมพูแดง
มีประมาณ 20 กลีบ เรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ บริเวณโคนกลีบดอกเป็นสีขาว
กลีบดอกมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร
ดอกมีเกสรเพศผู้ 1 อัน และเกสรเพศเมีย 1 อัน รังไข่มี 3 รัง
ป้ายกำกับ:
ความเชื่อ,
ตำนานความเชื่อ กบิลว่าน ตำราว่าน,
ว่าน,
ว่าน 108,
ว่านมหาเมฆ
ว่านไพลเขียว
ว่านไพลเขียว
ป้ายกำกับ:
ความเชื่อ,
ตำนานความเชื่อ กบิลว่าน ตำราว่าน,
ไพลเขียว,
ว่าน,
ว่าน 108,
ว่านไพล,
ว่านไพลเขียว
5/5/59
ว่านไพลดำ
ว่านไพลดำ
ชื่อสมุนไพร ไพลดำ
ชื่ออื่นๆ ไพลม่วง (กรุงเทพมหานคร), ปูเลยดำ
(ภาคเหนือ), ดากเงาะ (ปัตตานี), ว่านกระทือดำ
ชื่อวิทยาศาสตร์
Zingiber ottensii
Valeton
ชื่อวงศ์
Zingiberaceae
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก ลำต้นใต้ดิน สูงได้ถึง 5 เมตร มีเหง้าอยู่ใต้ดิน มีอายุหลายปี
เนื้อในเป็นสีม่วง หรือสีม่วงอมน้ำตาล มีกลิ่นฉุนร้อนคล้ายไพล ใบ เป็นใบเดี่ยว
ออกเรียงสลับ แผ่นใบหนา รูปขอบขนาน ปลายใบเรียว โคนใบมน ขอบใบเรียบ กว้าง 6-8
เซนติเมตร ยาว 26-30 เซนติเมตร เส้นกลางใบเป็นร่องสีเขียวอ่อน
ด้านล่างและเส้นกลางใบมีขน ก้านใบเป็นกาบหุ้มลำต้น มีสีม่วงคล้ำ
กาบใบซ้อนกันแน่น
ไม่มีขนหรือมีประปราย
ลิ้นใบยาวที่ปลายกาบใบ รูปไข่ ปลายมน
ดอกออกเป็นช่อ จากโคนต้นแทงออกมาจากเหง้าใต้ดิน ก้านช่อดอกยาวประมาณ 14
เซนติเมตร ช่อดอกยาวประมาณ 9 เซนติเมตร ช่อดอกเป็นรูปทรงกระบอกถึงเกือบกลม กลีบดอกโคนเชื่อมติดกัน สีเหลืองอ่อน
มีประสีม่วงแดงอ่อนๆ กลีบดอกมี 5 กลีบ บาง โคนดอกเชื่อมติดกัน
มีใบประดับสีเขียวปนแดงวางเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ อย่างเป็นระเบียบคล้ายเกล็ดปลา ใบประดับเมื่อยังอ่อนมีสีแดงอมเขียวแล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพูหรือแดงเข้ม
กลีบเลี้ยง เชื่อมติดกันเป็นหลอดสีใส
เกสรเพศผู้ ส่วนที่เป็นกลีบมี 3 หยัก
หยักข้างมี 2 หยักสั้น
รูปไข่ ปลายมน สีเหลืองอ่อน
หยักกลางหรือกลีบปากใหญ่
รูปกลมแกมขอบขนาน ปลายแยก 2
หยักตื้น พื้นสีเหลืองแกมน้ำตาลอ่อน
ประสีน้ำตาลแดงแกมชมพูอ่อน เกสรเพศผู้ปลายเป็นจงอยยาวโค้ง สีเหลืองส้ม เกสรเพศเมีย
ก้านเกสรยาว สีขาว ยอดเกสรรูปคล้ายกรวย สีขาว รอบ ๆ ปากมีขน รังไข่สีขาว ผล
เป็นผลแห้งแตกได้ รูปทรงกระบอก สีแดง
มีถิ่นกำเนิดแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบตามป่าเขตร้อนชื้น
ออกดอกราวเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ติดผลราวเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน
ไพลดำนี้มีความเชื่อว่าเป็นว่านทางคงกระพันชาตรี
สรรพคุณ
ตำรายาไทย เหง้า ฝนทาแก้เคล็ดขัดยอก ฟกบวม แก้เหน็บชา แก้เมื่อยขบ สมานแผล
ขับประจำเดือน แก้บิด สมานลำไส้ น้ำมันจากเหง้า ทาถูนวดแก้เหน็บชา
แก้เส้นสายตามร่างกายตึง แก้เมื่อยขบ เหง้าสด ตำคั้นเอาน้ำผสมกับเกลือสะตุ 1
ช้อนโต๊ะ กินเป็นยาระบายอ่อนๆ แก้บิด ขับลม ขับประจำเดือนสตรี สมานลำไส้
เหง้าสด ต้มกับน้ำใส่เกลือเล็กน้อย
ดื่มก่อนอาหารเช้า-เย็น ใช้รักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้ หรือนำมาบดเป็นผง
ผสมกับน้ำผึ้งแล้วปั้นเป็นยาลูกกลอน เก็บไว้รับประทานเช้า-เย็น วันละ 2-3 เม็ด
เป็นยาช่วยเจริญอาหาร บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ธาตุพิการ ใบ รสขื่นเอียน
แก้ครั่นเนื้อครั่นตัว แก้ปวดเมื่อย ดอก รสขื่น แก้ช้ำใน
กระจายเลือดที่เป็นก้อนลิ่ม ราก รสขื่นเอียน แก้เลือดกำเดาออกทางปากทางจมูก แก้อาเจียนเป็นเลือด
ที่มา ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ที่มา ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
