11/6/59

ว่านนางกวัก

ว่านนางกวัก

ว่านง้วงช้าง


ว่านงาช้าง



ชื่อว่าน : ว่านงาช้าง



ชื่อวิทยาศาสตร์ :Sansevieria cylindrica Bojer.



ชื่อวงศ์ : Dracaenaceae



ชื่ออื่นๆ : ว่านงาช้างเขียว, หอกสุรกาฬ, ว่านงาชางลาย, หอกสุรโกฬ

ลักษณะ

ไม้ล้มลุก ลำต้นอยู่ใต้ดิน สูงประมาณ 40-60 ซม. เป็นว่านที่ไม่มีใบ โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินเหมือนงาช้างแทงขึ้นมา หน่อทุกหน่อก็แทงขึ้นมาไม่มีกิ่งก้านสาขา ลักษณะเป็นพุ่ม ว่านนี้มี 2 ชนิด ชนิดหนึ่งมีสีเขียวล้วน อีกชนิดหนึ่งมีสีเขียวแก่ลายดำๆ

ประโยชน์/สรรพคุณ

เป็นยาบำรุงโลหิต ใช้ตำโขลกหรือหั่นเป็นแว่นๆ ผสมกับสุรารับประทานแก้เลือดตีขึ้นในโรคบาดทะยักปากมดลูกในเรือนไฟ จะดองสุราหรือต้มกินก็ได้ น้ำคั้นจากรากใช้เป็นยาเบื่อพยาธิและรักษาริดสีดวงงอกได้ดี โดยใช้รากสด 5-10 กรัมนำมาล้างให้สะอาด โขลกให้ละเอียดอาจผสมเหล้าโรง คั้นเอาแต่น้ำจิบ ผู้ที่มีใบหน้าเป็นสิว ฝ้าหน้าตกกระ จะช่วยฟอกโลหิตให้ใบหน้าหายจากสิวฝ้า เกลี้ยงเกลาผิวพรรณผุดผ่อง เอาใบไปอังไฟแล้วบีบเอาน้ำหยอดหู แก้ปวดในหู หรือคั้นเอาน้ำไปทาผมเป็นยาบำรุงรากเส้นผม ทำให้ผมดกดำเป็นเงางาม เป็นยาสำหรับสตรีกินหลังคลอดบุตร ช่วยขับโลหิตเสีย โลหิตเป็นพิษ ตำผสมเหล้า หั่นเป็นแว่นๆ หรือโขลกกับเหล้าโรง หรือน้ำซาวข้าว หรือต้มดื่ม วันละ 2-3 ครั้ง ปลูกไว้ในบ้านจะช่วยป้องกันภัยทั้งมวลดอกออกจากเหง้าโผล่ขึ้นมาตั้งตรง ดอกสีขาวว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

วิธีปลูก

ขยายพันธุ์ด้วยหน่อ ดินปลูกต้องมีส่วนผสมด้วยเศษอิฐมอญ เศษกระเบื้องทุบละเอียด ดินร่วนและทรายหยาบ ส่วนปุ๋ยเป็นปุ๋ยอินทรีย์ กระถางต้องใหญ่และใช้ทรงเตี้ย รดน้ำอย่าให้ขาดเพราะว่านนี้ต้องการน้ำมาก

ว่านหอมแดง


ว่านหอมแดง
ชื่อว่าน : ว่านหอมแดง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eleutherine americana Merr.
ชื่อวงศ์ : IRIDACEAE
ชื่ออื่นๆ : ว่านหมาก, ว่านไก่แดง, ว่านเข้า, ว่านเพลาะ
 ลักษณะ

เป็นพืชล้มลุกลงหัว มีหัวเหมือนหอมหัวแดง แต่รูปรีทรงกระสวย

ใบเกล็ดที่หุ้มหัวหนาแข็งกว่า สีแดงเข้มอมม่วง ลักษณะใบแบนสีเขียวมีเส้นยาวตามไปเป็นทาง ขอบใบจะมีรอยจีบน้อยๆ ที่ปลายใบจะแหลม คล้ายกับว่านสากเหล็ก หรือกล้วยไม้ดิน
ดอกเป็นกลีบสีขาวรูปซ้อนปลายแหลม 5 กลีบ เกสรเหลืองออกเป็นช่อ คล้ายดอกดาวเรืองสีขาว แต่เล็กกว่าดาวเรืองประโยชน์/สรรพคุณ

ใช้หัวว่านผสมเป็นยาสุมหัวเด็กรวมกับเปราะหอม แก้เด็กเป็นหวัด หายใจไม่สะดวกและเป็นยาขับลมในลำไส้

ใช้หัวโขลกละเอียดรักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อนได้

ใช้ในทางคงกระพันชาตรีเมื่อกินเข้าไป ก่อนใช้เสกด้วยคาถา "นะโมพุทธายะ" 3 จบ

ใช้รักษารำมะนาดเลือดออกตามไรฟัน และทำยาหม่อง
วิธีปลูก
ดินร่วนปนทรายมากหน่อย ปุ๋ยคอก และใบพืชตระกูลถั่ว ห้ามใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ปลูกในกระถางต้องทำทางระบายน้ำ และปลูกหัวโผล่ รดน้ำแต่พอดี เสกน้ำรดด้วยคาถา "นะโมพุทธายะ" 3 จบ ปลูกวันพฤหัสบดี หรือวันเสาร์




ว่านรางจืด

ว่านรางจืด

ว่านมหาเมฆ

ว่านมหาเมฆ
ว่านมหาเมฆ
ว่านมหาเมฆ ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma aeruginosa Roxb. จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE)[1]

สมุนไพรว่านมหาเมฆ มีชื่อเรียกอื่นว่า ขมิ้นดำ ว่านขมิ้นดำ (เชียงใหม่), กระเจียวแดง, มหาเมฆ, อาวแดง, ขิงเนื้อดำ, ขิงดำ, ขิงสีน้ำเงิน, เหวินจู๋ เอ๋อจู๋ (จีนกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของว่านมหาเมฆ
ต้นว่านมหาเมฆ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก มีความสูงได้ประมาณ 80-150 เซนติเมตร มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลักษณะของเหง้าเป็นสีเหลืองอมเขียวอ่อน หรือเป็นสีม่วงอมน้ำเงิน จึงมีคนเรียกว่า “ขิงดำ” หรือ “ขิงสีน้ำเงิน” ความยาวของเหง้ามีหนาดประมาณ 12 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร[1] หัวหรือเหง้าเมื่อเก็บไว้นานหลายปีจะเปลี่ยนจากสีม่วงเป็นสีเหลือง พรรณไม้ชนิดนี้ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี มักขึ้นตามดินทราย ทุ่งหญ้า ป่าเบญจพรรณ และในป่าราบทั่วไปทั่วทุกภาคของประเทศ
ต้นว่านมหาเมฆ

ใบว่านมหาเมฆ ใบจะแทงขึ้นมาจากเหง้าที่โคนใบจะมีกาบใบสีม่วงอมเขียวเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ในต้นหนึ่งจะมีใบประมาณ 4-7 ใบ ลักษณะของใบเป็นรูปยาวรี ปลายใบแหลม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 8-20 เซนติเมตร และยาวประมาณ 18-60 เซนติเมตร ตรงกลางใบจะมีสีม่วงแดง กว้างประมาณ 2 เซนติเมตร ไปจนถึงปลายใบ
ใบว่านมหาเมฆ


ดอกว่านมหาเมฆ ออกดอกเป็นช่อแทงขึ้นมาจากเหง้าและมีกาบใบห่อหุ้มอยู่ กาบใบยาวประมาณ 12-20 เซนติเมตร ดอกมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกกลมรี กลีบดอกเป็นสีขาวหรือสีชมพูแดง มีประมาณ 20 กลีบ เรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ บริเวณโคนกลีบดอกเป็นสีขาว กลีบดอกมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้ 1 อัน และเกสรเพศเมีย 1 อัน รังไข่มี 3 รัง

ว่านไพลเขียว

ว่านไพลเขียว

5/5/59

ว่านไพลดำ



ว่านไพลดำ

ชื่อสมุนไพร  ไพลดำ

ชื่ออื่นๆ ไพลม่วง (กรุงเทพมหานคร), ปูเลยดำ (ภาคเหนือ), ดากเงาะ (ปัตตานี), ว่านกระทือดำ

ชื่อวิทยาศาสตร์

 Zingiber ottensii Valeton

ชื่อวงศ์

 Zingiberaceae

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

              ไม้ล้มลุก ลำต้นใต้ดิน สูงได้ถึง 5 เมตร มีเหง้าอยู่ใต้ดิน มีอายุหลายปี เนื้อในเป็นสีม่วง หรือสีม่วงอมน้ำตาล มีกลิ่นฉุนร้อนคล้ายไพล ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ แผ่นใบหนา รูปขอบขนาน ปลายใบเรียว โคนใบมน ขอบใบเรียบ กว้าง 6-8 เซนติเมตร ยาว 26-30 เซนติเมตร เส้นกลางใบเป็นร่องสีเขียวอ่อน ด้านล่างและเส้นกลางใบมีขน ก้านใบเป็นกาบหุ้มลำต้น มีสีม่วงคล้ำ กาบใบซ้อนกันแน่น  ไม่มีขนหรือมีประปราย   ลิ้นใบยาวที่ปลายกาบใบ รูปไข่ ปลายมน  ดอกออกเป็นช่อ จากโคนต้นแทงออกมาจากเหง้าใต้ดิน ก้านช่อดอกยาวประมาณ 14 เซนติเมตร ช่อดอกยาวประมาณ 9 เซนติเมตร ช่อดอกเป็นรูปทรงกระบอกถึงเกือบกลม  กลีบดอกโคนเชื่อมติดกัน สีเหลืองอ่อน มีประสีม่วงแดงอ่อนๆ กลีบดอกมี 5 กลีบ บาง โคนดอกเชื่อมติดกัน มีใบประดับสีเขียวปนแดงวางเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ อย่างเป็นระเบียบคล้ายเกล็ดปลา  ใบประดับเมื่อยังอ่อนมีสีแดงอมเขียวแล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพูหรือแดงเข้ม กลีบเลี้ยง  เชื่อมติดกันเป็นหลอดสีใส เกสรเพศผู้  ส่วนที่เป็นกลีบมี  3  หยัก หยักข้างมี  2  หยักสั้น  รูปไข่  ปลายมน  สีเหลืองอ่อน  หยักกลางหรือกลีบปากใหญ่    รูปกลมแกมขอบขนาน   ปลายแยก  2  หยักตื้น    พื้นสีเหลืองแกมน้ำตาลอ่อน ประสีน้ำตาลแดงแกมชมพูอ่อน เกสรเพศผู้ปลายเป็นจงอยยาวโค้ง สีเหลืองส้ม เกสรเพศเมีย ก้านเกสรยาว สีขาว ยอดเกสรรูปคล้ายกรวย สีขาว รอบ ๆ ปากมีขน รังไข่สีขาว ผล เป็นผลแห้งแตกได้ รูปทรงกระบอก สีแดง  มีถิ่นกำเนิดแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบตามป่าเขตร้อนชื้น ออกดอกราวเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ติดผลราวเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ไพลดำนี้มีความเชื่อว่าเป็นว่านทางคงกระพันชาตรี

สรรพคุณ   

               ตำรายาไทย เหง้า ฝนทาแก้เคล็ดขัดยอก ฟกบวม แก้เหน็บชา แก้เมื่อยขบ สมานแผล ขับประจำเดือน แก้บิด สมานลำไส้ น้ำมันจากเหง้า ทาถูนวดแก้เหน็บชา แก้เส้นสายตามร่างกายตึง แก้เมื่อยขบ เหง้าสด ตำคั้นเอาน้ำผสมกับเกลือสะตุ 1 ช้อนโต๊ะ กินเป็นยาระบายอ่อนๆ แก้บิด ขับลม ขับประจำเดือนสตรี สมานลำไส้ เหง้าสด  ต้มกับน้ำใส่เกลือเล็กน้อย ดื่มก่อนอาหารเช้า-เย็น ใช้รักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้ หรือนำมาบดเป็นผง ผสมกับน้ำผึ้งแล้วปั้นเป็นยาลูกกลอน เก็บไว้รับประทานเช้า-เย็น วันละ 2-3 เม็ด เป็นยาช่วยเจริญอาหาร บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ธาตุพิการ ใบ รสขื่นเอียน แก้ครั่นเนื้อครั่นตัว แก้ปวดเมื่อย ดอก รสขื่น แก้ช้ำใน กระจายเลือดที่เป็นก้อนลิ่ม ราก รสขื่นเอียน แก้เลือดกำเดาออกทางปากทางจมูก แก้อาเจียนเป็นเลือด

ที่มา ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี