11/6/59

ว่านหอมแดง


ว่านหอมแดง
ชื่อว่าน : ว่านหอมแดง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eleutherine americana Merr.
ชื่อวงศ์ : IRIDACEAE
ชื่ออื่นๆ : ว่านหมาก, ว่านไก่แดง, ว่านเข้า, ว่านเพลาะ
 ลักษณะ

เป็นพืชล้มลุกลงหัว มีหัวเหมือนหอมหัวแดง แต่รูปรีทรงกระสวย

ใบเกล็ดที่หุ้มหัวหนาแข็งกว่า สีแดงเข้มอมม่วง ลักษณะใบแบนสีเขียวมีเส้นยาวตามไปเป็นทาง ขอบใบจะมีรอยจีบน้อยๆ ที่ปลายใบจะแหลม คล้ายกับว่านสากเหล็ก หรือกล้วยไม้ดิน
ดอกเป็นกลีบสีขาวรูปซ้อนปลายแหลม 5 กลีบ เกสรเหลืองออกเป็นช่อ คล้ายดอกดาวเรืองสีขาว แต่เล็กกว่าดาวเรืองประโยชน์/สรรพคุณ

ใช้หัวว่านผสมเป็นยาสุมหัวเด็กรวมกับเปราะหอม แก้เด็กเป็นหวัด หายใจไม่สะดวกและเป็นยาขับลมในลำไส้

ใช้หัวโขลกละเอียดรักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อนได้

ใช้ในทางคงกระพันชาตรีเมื่อกินเข้าไป ก่อนใช้เสกด้วยคาถา "นะโมพุทธายะ" 3 จบ

ใช้รักษารำมะนาดเลือดออกตามไรฟัน และทำยาหม่อง
วิธีปลูก
ดินร่วนปนทรายมากหน่อย ปุ๋ยคอก และใบพืชตระกูลถั่ว ห้ามใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ปลูกในกระถางต้องทำทางระบายน้ำ และปลูกหัวโผล่ รดน้ำแต่พอดี เสกน้ำรดด้วยคาถา "นะโมพุทธายะ" 3 จบ ปลูกวันพฤหัสบดี หรือวันเสาร์




ว่านรางจืด

ว่านรางจืด

ว่านมหาเมฆ

ว่านมหาเมฆ
ว่านมหาเมฆ
ว่านมหาเมฆ ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma aeruginosa Roxb. จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE)[1]

สมุนไพรว่านมหาเมฆ มีชื่อเรียกอื่นว่า ขมิ้นดำ ว่านขมิ้นดำ (เชียงใหม่), กระเจียวแดง, มหาเมฆ, อาวแดง, ขิงเนื้อดำ, ขิงดำ, ขิงสีน้ำเงิน, เหวินจู๋ เอ๋อจู๋ (จีนกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของว่านมหาเมฆ
ต้นว่านมหาเมฆ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก มีความสูงได้ประมาณ 80-150 เซนติเมตร มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลักษณะของเหง้าเป็นสีเหลืองอมเขียวอ่อน หรือเป็นสีม่วงอมน้ำเงิน จึงมีคนเรียกว่า “ขิงดำ” หรือ “ขิงสีน้ำเงิน” ความยาวของเหง้ามีหนาดประมาณ 12 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร[1] หัวหรือเหง้าเมื่อเก็บไว้นานหลายปีจะเปลี่ยนจากสีม่วงเป็นสีเหลือง พรรณไม้ชนิดนี้ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี มักขึ้นตามดินทราย ทุ่งหญ้า ป่าเบญจพรรณ และในป่าราบทั่วไปทั่วทุกภาคของประเทศ
ต้นว่านมหาเมฆ

ใบว่านมหาเมฆ ใบจะแทงขึ้นมาจากเหง้าที่โคนใบจะมีกาบใบสีม่วงอมเขียวเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ในต้นหนึ่งจะมีใบประมาณ 4-7 ใบ ลักษณะของใบเป็นรูปยาวรี ปลายใบแหลม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 8-20 เซนติเมตร และยาวประมาณ 18-60 เซนติเมตร ตรงกลางใบจะมีสีม่วงแดง กว้างประมาณ 2 เซนติเมตร ไปจนถึงปลายใบ
ใบว่านมหาเมฆ


ดอกว่านมหาเมฆ ออกดอกเป็นช่อแทงขึ้นมาจากเหง้าและมีกาบใบห่อหุ้มอยู่ กาบใบยาวประมาณ 12-20 เซนติเมตร ดอกมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกกลมรี กลีบดอกเป็นสีขาวหรือสีชมพูแดง มีประมาณ 20 กลีบ เรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ บริเวณโคนกลีบดอกเป็นสีขาว กลีบดอกมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้ 1 อัน และเกสรเพศเมีย 1 อัน รังไข่มี 3 รัง

ว่านไพลเขียว

ว่านไพลเขียว

5/5/59

ว่านไพลดำ



ว่านไพลดำ

ชื่อสมุนไพร  ไพลดำ

ชื่ออื่นๆ ไพลม่วง (กรุงเทพมหานคร), ปูเลยดำ (ภาคเหนือ), ดากเงาะ (ปัตตานี), ว่านกระทือดำ

ชื่อวิทยาศาสตร์

 Zingiber ottensii Valeton

ชื่อวงศ์

 Zingiberaceae

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

              ไม้ล้มลุก ลำต้นใต้ดิน สูงได้ถึง 5 เมตร มีเหง้าอยู่ใต้ดิน มีอายุหลายปี เนื้อในเป็นสีม่วง หรือสีม่วงอมน้ำตาล มีกลิ่นฉุนร้อนคล้ายไพล ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ แผ่นใบหนา รูปขอบขนาน ปลายใบเรียว โคนใบมน ขอบใบเรียบ กว้าง 6-8 เซนติเมตร ยาว 26-30 เซนติเมตร เส้นกลางใบเป็นร่องสีเขียวอ่อน ด้านล่างและเส้นกลางใบมีขน ก้านใบเป็นกาบหุ้มลำต้น มีสีม่วงคล้ำ กาบใบซ้อนกันแน่น  ไม่มีขนหรือมีประปราย   ลิ้นใบยาวที่ปลายกาบใบ รูปไข่ ปลายมน  ดอกออกเป็นช่อ จากโคนต้นแทงออกมาจากเหง้าใต้ดิน ก้านช่อดอกยาวประมาณ 14 เซนติเมตร ช่อดอกยาวประมาณ 9 เซนติเมตร ช่อดอกเป็นรูปทรงกระบอกถึงเกือบกลม  กลีบดอกโคนเชื่อมติดกัน สีเหลืองอ่อน มีประสีม่วงแดงอ่อนๆ กลีบดอกมี 5 กลีบ บาง โคนดอกเชื่อมติดกัน มีใบประดับสีเขียวปนแดงวางเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ อย่างเป็นระเบียบคล้ายเกล็ดปลา  ใบประดับเมื่อยังอ่อนมีสีแดงอมเขียวแล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพูหรือแดงเข้ม กลีบเลี้ยง  เชื่อมติดกันเป็นหลอดสีใส เกสรเพศผู้  ส่วนที่เป็นกลีบมี  3  หยัก หยักข้างมี  2  หยักสั้น  รูปไข่  ปลายมน  สีเหลืองอ่อน  หยักกลางหรือกลีบปากใหญ่    รูปกลมแกมขอบขนาน   ปลายแยก  2  หยักตื้น    พื้นสีเหลืองแกมน้ำตาลอ่อน ประสีน้ำตาลแดงแกมชมพูอ่อน เกสรเพศผู้ปลายเป็นจงอยยาวโค้ง สีเหลืองส้ม เกสรเพศเมีย ก้านเกสรยาว สีขาว ยอดเกสรรูปคล้ายกรวย สีขาว รอบ ๆ ปากมีขน รังไข่สีขาว ผล เป็นผลแห้งแตกได้ รูปทรงกระบอก สีแดง  มีถิ่นกำเนิดแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบตามป่าเขตร้อนชื้น ออกดอกราวเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ติดผลราวเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ไพลดำนี้มีความเชื่อว่าเป็นว่านทางคงกระพันชาตรี

สรรพคุณ   

               ตำรายาไทย เหง้า ฝนทาแก้เคล็ดขัดยอก ฟกบวม แก้เหน็บชา แก้เมื่อยขบ สมานแผล ขับประจำเดือน แก้บิด สมานลำไส้ น้ำมันจากเหง้า ทาถูนวดแก้เหน็บชา แก้เส้นสายตามร่างกายตึง แก้เมื่อยขบ เหง้าสด ตำคั้นเอาน้ำผสมกับเกลือสะตุ 1 ช้อนโต๊ะ กินเป็นยาระบายอ่อนๆ แก้บิด ขับลม ขับประจำเดือนสตรี สมานลำไส้ เหง้าสด  ต้มกับน้ำใส่เกลือเล็กน้อย ดื่มก่อนอาหารเช้า-เย็น ใช้รักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้ หรือนำมาบดเป็นผง ผสมกับน้ำผึ้งแล้วปั้นเป็นยาลูกกลอน เก็บไว้รับประทานเช้า-เย็น วันละ 2-3 เม็ด เป็นยาช่วยเจริญอาหาร บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ธาตุพิการ ใบ รสขื่นเอียน แก้ครั่นเนื้อครั่นตัว แก้ปวดเมื่อย ดอก รสขื่น แก้ช้ำใน กระจายเลือดที่เป็นก้อนลิ่ม ราก รสขื่นเอียน แก้เลือดกำเดาออกทางปากทางจมูก แก้อาเจียนเป็นเลือด

ที่มา ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

4/4/59

ว่านไพลเหลือง

ว่านไพลเหลือง

ชื่อเครื่องยา  ไพล

ชื่ออื่นๆของเครื่องยา

 ไพลเหลือง  ได้จาก เหง้าสดแก่จัด

ชื่อพืชที่ให้เครื่องยา  ไพล

ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา)

 ปูลอย ปูเลย(ภาคเหนือ) ปูขมิ้น มิ้นสะล่าง(ไทยใหญ่-แม่ฮ่องสอน) ว่านไฟ(ภาคกลาง) ว่านปอบ(ภาคอีสาน)

ชื่อวิทยาศาสตร์

 Zingiber cassumunar Roxb.

ชื่อพ้อง

 Zingiber montanum (Koenig) Link ex Dietr., Z. purpureum Roscoe

ชื่อวงศ์

 Zingiberaceae

ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:

            เหง้ามีเปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีเหลืองแกมเขียว เหง้าสดฉ่ำน้ำ รสฝาด ขื่น เอียน ร้อนซ่า มีกลิ่นเฉพาะ เหง้าไพลแก่สด และแห้ง  มีรสเผ็ดเล็กน้อย 

ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี:

            ปริมาณน้ำไม่เกิน 13% w/w  ปริมาณสิ่งแปลกปลอมไม่เกิน 2% w/w  ปริมาณเถ้ารวมไม่เกิน 9% w/w  ปริมาณเถ้าที่ไม่ละลายในกรด ไม่เกิน 3.0% w/w  ปริมาณน้ำมันระเหยง่าย ไม่น้อยกว่า 2% v/w  ปริมาณสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์มไม่น้อยกว่า 5% w/w  สารสกัดเฮกเซน ไม่น้อยกว่า 3% w/w 



สรรพคุณ:

            ตำรายาไทย: เหง้า ขับโลหิตร้ายทั้งหลายให้ตกเสีย ขับระดูสตรี แก้ฟกช้ำ เคล็ดบวม ขับลมในลำไส้ ขับระดู ไล่แมลง แก้จุกเสียด รักษาโรคเหน็บชา แก้ปวดท้อง บิดเป็นมูกเลือด ช่วยสมานแผล สมานลำไส้ แก้ลำไส้อักเสบ แก้มุตกิดระดูขาว ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ปวดท้อง แก้ท้องผูก แก้อาเจียน แก้ปวดฟัน เป็นยารักษาหืด แก้เคล็ดขัดยอก ข้อเท้าแพลง แก้โรคผิวหนัง แก้ฝี ทาเคลือบแผลป้องกันการติดเชื้อ ดูดหนอง สมานแผล แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นยาชาเฉพาะที่ ใช้ป้องกันเล็บถอด และใช้ต้มน้ำอาบหลังคลอด รักษาอาการปวดเมื่อย  เคล็ดขัดยอก  ฟกช้ำ  ลดอาการอักเสบ  บวม เส้นตึง เมื่อยขบ เหน็บชา และลดอาการปวด  มีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ สมานแผล หรือต้มน้ำสมุนไพรอาบ เป็นส่วนประกอบในยาประคบ ถูนวดตัว บำรุงผิวพรรณ ราก แก้โรคอันบังเกิดแต่โลหิตอันออกทางปากและจมูก ขับโลหิต แก้อาเจียนเป็นโลหิต แก้ปวดท้อง ช่วยทำให้ประจำเดือนมาปกติ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ท้องผูก แก้โรคผิวหนัง แก้เคล็ดขัดยอก

            นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5)    ปรากฏการใช้เหง้าไพล ในยารักษาอาการทางระบบทางเดินอาหาร ตำรับ “ยาประสะกานพลู” มีส่วนประกอบของไพลร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ และยารักษากลุ่มอาการทางสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา ปรากฏตำรับ “ยาประสะไพล” มีไพลเป็นส่วนประกอบหลักร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ ใช้ในสตรีที่ระดูมาไม่สม่ำเสมอ หรือมาน้อยกว่าปกติ และขับน้ำคาวปลาในสตรีหลังคลอดบุตร



รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา:

            รักษาอาการเคล็ดขัดยอก ฟกช้ำบวม ข้อเท้าแพลง

            ใช้หัวไพลฝนทาแก้ฟกบวม เคล็ดขัดยอก หรือใช้เหง้าไพล ประมาณ 1 เหง้า ตำแล้วคั้นเอาน้ำทาถูนวดบริเวณที่มีอาการ หรือตำให้ละเอียด ผสมเกลือเล็กน้อย คลุกเคล้า แล้วนำมาห่อเป็นลูกประคบ อังไอน้ำให้ความร้อน ประคบบริเวณปวดเมื่อย และบวมฟกช้ำ เช้า-เย็นจนกว่าจะหาย หรือทำเป็นน้ำมันไพลไว้ใช้ก็ได้ โดยเอาไพลหนัก 2 กิโลกรัม ทอดในน้ำมันพืชร้อนๆ 1 กิโลกรัม ทอดจนเหลืองแล้วเอาไพลออก ใส่ผงกานพลูประมาณ 4 ช้อนชา ทอดต่อไปด้วยไฟอ่อนๆประมาณ 10 นาที กรองแล้วรอจนน้ำมันอุ่นๆ ใสการบูรลงไป 4 ช้อนชา ใส่ในภาชนะปิดฝามิดชิด รอจนเย็น จึงเขย่าการบูร ให้ละลาย น้ำมันไพลนี้ใช้ทาถูนวดวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หรือเวลาปวด (สูตรนี้เป็นของนายวิบูลย์ เข็มเฉลิม อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา)

            ครีมที่มีน้ำมันไพล 14% ใช้ทาและถูเบาๆบริเวณที่มีอาการบวม ฟกช้ำ เคล็ดยอก วันละ 2-3 ครั้ง

            รักษาโรคผิวหนังผื่นคัน เหง้าบดทำเป็นผงผสมน้ำหรือเหง้าสดล้างให้สะอาด ฝนน้ำทา



องค์ประกอบทางเคมี:

            น้ำมันระเหยง่าย มีสารสำคัญที่เป็นองค์ประกอบ เช่น sabinene, caryophyllene, cineol, alpha-pinene, beta-pinene, myrcene, terpinene, limonene, p-cymene, terpinolene, eugenol, farneraol, alflabene, 3,4 dimethoxy benzaldehyde,  4-(4-hydroxyl-1-butenyl)-veratrole, naphthoquinone derivative, vanillin, vanillic acid, veratric acid, β-sitosterol, สารสีเหลือง curcumin, cassumunarins A, B, C  สารที่ลดการอักเสบคือ (1)(E)-4(3’,4’-dimethylphenyl) but-3-ene



การศึกษาทางเภสัชวิทยา:

            มีฤทธิ์ขยายหลอดลม มีการทดลองในผู้ป่วยเด็กที่เป็นหืด พบว่าให้ผลดีทั้งในรายที่มีอาการหอบหืดแบบเฉียบพลัน มีฤทธิ์กดหัวใจ ต้านเชื้อรา ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบ แก้ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ กระตุ้นการผลิตน้ำดี ไล่แมลง ฆ่าแมลง ต้านออกซิเดชั่น ต้านฮิสตามีน เป็นยาชาเฉพาะที่ ฆ่าอสุจิ แก้หืด ยับยั้งหัวใจเต้นผิดปกติ กดการทำงานของหัวใจ ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ลดความแรงในการเต้นของหัวใจ คลายกล้ามเนื้อมดลูก ลดการหดเกร็งของลำไส้ คลายกล้ามเนื้อเรียบ ลดความดันโลหิต



การศึกษาทางคลินิก:

            ครีมไพลซึ่งมีน้ำมันหอมระเหยเป็นส่วนประกอบ (14%) พบว่าใช้ภายนอกลดอาการปวดบวมในการรักษาข้อเท้าแพลง   เหง้ามีสาร veratrole มีฤทธิ์ขยายหลอดลม มีการทดลองให้รับประทานในผู้ป่วยโรคหืดพบว่าได้ผลทั้งหืดชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง



การศึกษาทางพิษวิทยา:

            การทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดเหง้าด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 250 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ และพิษระยะยาวเมื่อให้หนูกินสรุปว่า ไพลในขนาดที่ใช้รักษาปกติ ไม่ปรากฏความเป็นพิษทั้งระยะเฉียบพลันและเรื้อรัง



ข้อควรระวัง:   

            การรับประทานในขนาดสูงหรือใช้เป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดพิษต่อตับ และยังไม่มีความปลอดภัยที่จะนำมาใช้เป็นยารักษาโรคหืด และไม่ควรนำเหง้าไพลมาใช้รับประทานเป็นยาเดี่ยว ติดต่อกันนาน นอกจากจะมีการขจัดสารที่เป็นพิษต่อตับออกจากไพลเสียก่อน


ที่มา : www.phargarden.com

1/4/59

ว่านเสน่ห์จันทร์ดำ

 ว่านเสน่ห์จันทร์ดำ ป้องกันคุณไสย มนต์ดำ
ว่านเสน่ห์จันทร์ดำ
ลักษณะของว่านเสน่ห์จันทร์ดำ
ว่านเสน่ห์จันทร์ดำนี้ ในส่วนของลักษณะทั่วๆ ไป ก็จะมีความเหมือนกับว่านเสน่ห์จันทน์อื่น ๆ แต่ว่าจุดแตกต่างที่ให้สังเกต ตะโพกของใบว่านนี้จะผายออกกว้างกว่าว่านเสน่ห์จันทน์อื่นๆ และที่ใบจะมีสีดำ
ลำต้นของว่านนั้นก็จะมีสีดำคล้ำ ทรงพุ่มของว่านเสน่ห์จันทร์ดำนี้จะเตี้ยแจ้กว่าว่านเสน่ห์จันทน์อื่นๆ เนื้อในหัวจะมีสีแดงเรื่อๆ หากว่าเป็นว่านเสน่ห์จันทร์ดำแท้นั้น หัวของมันจะมีกลิ่นฉุนจัด
ที่ว่ามีกลิ่นฉุนนั้น กลิ่นเหม็นเขียว ไม่ใช่กลิ่นหอม ในสกุลเสน่ห์จันทน์ที่กลิ่นหอมนั้น มีเสน่ห์จันทน์ขาวกับเสน่ห์จันทน์มหาโพธิจันทน์เท่านั้น ว่านนี้ “เต่าเกลียด” ก็เรียก
ประโยชน์ของว่านเสน่ห์จันทร์ดำ
ว่านเสน่ห์จันทร์ดำ หรือว่า เตาเกลียด สรรพคุณทางยาสูงมาก  แพทย์ของทางโบราณนั้นได้ปรุงยาจากว่านเสน่ห์จันทร์ดำได้หลายขนาน ในตำราว่าไว้ เมื่อใช้ว่านนี้ให้เสกด้วยคาถา “พุทธคุณ” อธิฐานยานั้น จะช่วยรักษาโรคภัยได้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก บารมีพุทธคุณก็คือ “อิติปิโสภควา ถึง ภควาติ” จงอธิฐานเอาเถิด
วิธีปลูกของว่านเสน่ห์จันทร์ดำ
            ว่านเสน่ห์จันทร์ดำ ควรที่จะใช้ดินร่วนปนทรายนิดหน่อย จากนัน้คลุกเคล้ากับเครื่องปลูกหญ้าสับ ฟางข้าว เปลือกถั่ว นำเอาดินใส่กระถางให้ต่ำกว่าขอบกระถางสักประมาณ 1 นิ้ว
หัวหรือว่าหน่อใช้ขยายพันธุ์ ให้นำลงปลูก อย่ากดดินให้แน่นเกินไป เพราะว่ามันอาจจะทำให้น้ำขังได้ ควรจะทำทางระบายน้ำ ก่อนที่จะเอาดินใส่กระถางโดยใช้อิฐมอญทุบหยาบๆ 4-5 ก้อนรองก้นกระถางเสียก่อน ว่านเสน่ห์จันทร์ดำที่ปลูกใหม่ๆ ควรนำไปไว้ที่ถูกแดดรำไรๆ ปลูกในวันจันทร์จะดี